โรคปวดประจำเดือน
สาเหตุ
ปวดประจำเดือนแบ่งได้เป็น ๒ ชนิด ได้แก่
๑. ปวดประจำเดือนชนิดปฐมภูมิ (primary dysmenorrhea) จะพบในเด็กสาว ส่วนมากจะมีอาการตั้งแต่มีประจำเดือนครั้งแรกหรือไม่ก็เกิดขึ้นภายใน ๓ ปีหลังมีประจำเดือนครั้งแรก จะมีอาการมากที่สุดในช่วงอายุ ๑๕-๒๕ ปี หลังจากวัยนี้อาการจะค่อยๆ ลดลง บางรายอาจหายปวดหลังแต่งงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังมีบุตรแล้ว ส่วนน้อยที่ยังมีอาการตลอดไปจนถึงวัยหมดประจำเดือน
ผู้ป่วยจะไม่พบว่ามีความผิดปกติของมดลูกและรังไข่แต่อย่างใด ปัจจุบันเชื่อว่า มีสาเหตุมาจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนระหว่างมีประจำเดือน และมีการหลั่งสารพรอสตาแกลนดิน (prostaglandins) ออกมามากผิดปกติซึ่งกระตุ้นให้มดลูกมีการบิดเกร็งตัว เกิดอาการปวดประจำเดือน
๒. ปวดประจำเดือนชนิดทุติยภูมิ (secondary dysmenorrhea) มักจะมีอาการปวดครั้งแรก เมื่ออายุมากกว่า ๒๕ ปีขึ้นไป โดยก่อนหน้านี้จะไม่เคยมีอาการปวดประจำเดือนมาก่อน
มักตรวจพบว่าผู้ป่วยมีความผิดปกติของมดลูกหรือรังไข่ เช่น เยื่อบุมดลูกต่างที่ (endometriosis) ซึ่งมักทำให้มีบุตรยาก เนื้องอกมดลูก ปีกมดลูกอักเสบเรื้อรัง มดลูกย้อยไปทางด้านหลังมาก
เชื่อว่าอารมณ์มีส่วนเสริมความรุนแรงของอาการปวดประจำเดือนทั้ง ๒ ชนิด เช่น พบว่าผู้มีอารมณ์อ่อนไหวง่ายหรือมีความเครียดจะมีอาการปวดรุนแรงมากกว่าผู้ที่มีอารมณ์ดี
อาการ
จะเริ่มมีอาการก่อนมีประจำเดือนไม่กี่ชั่วโมง และเป็นอยู่ตลอดช่วง ๒-๓ วันแรกของประจำเดือน โดยมีอาการปวดบิดเป็นพักๆ ที่บริเวณท้องน้อย บางรายอาจมีอาการปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเดิน ใจคอหงุดหงิดร่วมด้วย
ถ้าปวดรุนแรงอาจมีอาการเหงื่อออก ตัวเย็น มือเท้าเย็นได้
การดูแลตนเอง
๑. นอนพัก ใช้กระเป๋าน้ำร้อนประคบ
๒. กินยาแก้ปวด-พาราเซตามอล หรือยาต้านอักเสบที่ไม่ใช่สตีรอยด์ (เช่น ไอบูโพรเฟน) ครั้งละ ๑ เม็ด ซ้ำได้ทุก ๔-๖ ชั่วโมง
๓. ควรปรึกษาแพทย์ ถ้าปวดรุนแรง หรือกินยาแก้ปวดไม่ทุเลา หรือกดถูกเจ็บ มีไข้ ตกขาว มีประจำเดือนออกมากกว่าปกติ หรือหลังแต่งงานแล้วยังมีอาการปวดประจำเดือนและมีบุตรยาก หรือสงสัยว่าเกิดจากสาเหตุอื่น
การรักษา
กรณีที่เป็นปวดประจำเดือนปฐมภูมิ แพทย์จะให้ยาบรรเทาปวด ถ้ามีอาการปวดบิดเกร็งมาก แพทย์อาจให้ยาต้ายการบิดเกร็ง (แอนติสปาสโมติก) เช่น ไฮออสซีน (hyoscine)
รายที่ปวดประจำเดือนรุนแรงเป็นประจำ หากตรวจแล้วไม่พบสิ่งผิดปกติ (ไม่ใช่ปวดประจำเดือนชนิดทุติยภูมิ) แพทย์อาจให้ผู้ป่วยกินยาเม็ดคุมกำเนิด (กินแบบเดียวกับการใช้คุมกำเนิด คือวันละ ๑ เม็ดทุกคืน) เพื่อไม่ให้มีการตกไข่ จะช่วยไม่ให้ปวดได้ระยะหนึ่ง อาจให้ติดต่อกันนาน ๓-๔ เดือน แล้วลองหยุดยา ถ้าหากมีอาการกำเริบใหม่ ก็ควรให้กินต่อไปอีกสักระยะหนึ่ง จนกว่าเมื่อหยุดยาแล้ว อาการปวดประจำเดือนทุเลาไป
ในรายที่ตรวจพบมีสาเหตุผิดปกติ (เป็นปวดประเดือนชนิดทุติยภูมิ) แพทย์ก็จะให้การรักษาตามสาเหตุที่พบ เช่น ผ่าตัดเนื้องอกมดลูก
ที่มา http://www.doctor.or.th/node/10945
โรคที่ดิฉันจะนำเสนอต่อไปนี้ ดิฉันเชื่อว่าโรคนี้ต้องเคยเกิดกับสตรีทุกท่าน และโรคนี้ก็คือ ตกขาว สตรีทุกคนอาจเป็นกังวลเกี่ยวกับโรคที่เกิดขึ้น อย่างเช่นดิฉันก็เคยเกิดอาการแบบนี้เช่นกัน ที่แรกก็กังวลอยู่มากแต่พอลองได้อ่านเกี่ยวกับโรคนี้แล้วรู้สึกว่าจะสบายใจขึ้นเยอะ และดิฉันก็นำมาฝากให้ทุกท่านได้อ่านกันค่ะ
ตกขาว (leucorrhea)
ตกขาว เป็นปัญหาที่พบบ่อยในสตรี นอกจากสร้างความเหนอะหนะแล้ว ยังนำมาซึ่งอาการคันที่ช่องคลอดด้วย ตกขาวเกิดจากความผิดปกติของช่องคลอดที่มีของเหลวออกมา โดยอาจมีอาการผิดปกติอื่นๆ เช่น คัน อักเสบระคายเคือง มีกลิ่นเหม็นร่วมด้วยหรือไม่ก็ได้ ทั้งนี้แล้วแต่ต้นเหตุที่ทำให้เกิดตกขาวขึ้น
ตกขาวหรือระดูขาว มีทั้งที่ปกติ และผิดปกติ ตกขาวที่ปกติจะมีลักษณะคล้ายแป้งเปียก ไม่มีกลิ่น จะมีก่อนหรือหลังประจำเดือนก็ได้ ส่วนตกขาวที่ผิดปกตินั้นจะมีลักษณะแตกต่างออกไปตามสาเหตุ ซึ่งส่วนใหญ่มาจากการติดเชื้อ ซึ่งเชื้อที่เป็นสาเหตุก็แตกต่างกันไปตามอายุ การมีเพศสัมพันธ์ โรคประจำตัวบางอย่าง เช่น เบาหวานก็จะพบเชื้อราได้บ่อย
ตกขาวปกติ
ผู้หญิงทุกคนต้องมีตกขาว ช่วงเป็นเด็กอาจมีเพียงเล็กน้อย แต่เมื่อถึงวัยเจริญพันธุ์ ซึ่งเป็นช่วงเริ่มมีประจำเดือน ตกขาวจะมากขึ้น และมีปริมาณที่พอเหมาะจนถึงวัยสูงอายุ ซึ่งจะเป็นช่วงเวลาที่มีปริมาณลดลงจนแทบไม่มีอีกครั้ง ปกติช่องคลอดของผู้หญิงจะบุผิวด้วยเซลล์ชนิดเยื่อเมือกเหมือนกับเซลเยื่อเมือกที่บุในช่องปาก และจมูก ทำหน้าที่สร้างเยื่อเมือก และความชื้นให้กับช่องคลอด
ตกขาวปกติสร้างมาจากต่อมที่ปากช่องคลอด และปากมดลูก รวมทั้งยังสร้างมาจากผนังช่องคลอดด้วย ลักษณะคล้ายแป้งละลายน้ำ ปกติไม่มีกลิ่น แต่อาจมีกลิ่นคาวเล็กน้อย เนื่องจากเป็นสารคัดหลั่งจากเยื่อบุช่องคลอด มูกปากมดลูก และบางส่วนจากต่อม Skene's gland และ Bartholin's gland
ตกขาวจากแหล่งต่างๆ จะมารวมกันในช่องคลอดเพื่อทำหน้าที่หลายอย่าง เช่น หล่อลื่นช่องคลอด ช่วยขับสิ่งแปลกปลอม ฆ่าเชื้อโรคที่เข้าไปในช่องคลอด และปรับสภาพความเป็นกรดด่างในช่องคลอดให้สมดุล
ในบางช่วงตกขาวที่มีอยู่ตามปกติอาจมีจำนวนมากขึ้น มักเกิดในช่วงใกล้ๆ ตกไข่ โดยมีมูกปากมดลูกเพิ่มขึ้น จึงมีตกขาวเป็นน้ำใสๆ ออกมา หรือมีออกมาในระยะใกล้ๆมีระดู ซึ่งมีเลือดมาหล่อเลี้ยงเพิ่มมากขึ้น ที่สำคัญตกขาวที่มีอยู่ตามปกติจะไม่มีอาการผิดปกติอื่นๆ เช่น แสบหรือคันช่องคลอด และจะหายไปได้เอง โดยไม่ต้องให้การรักษาใดๆ
ปริมาณตกขาวมากหรือน้อยจะขึ้นกับแต่ละคน โดยทั่วไปตกขาวจะมีมากช่วงวันที่ไข่ตกซึ่งอยู่ระหว่างวันที่ 14 ของรอบเดือน นอกจากนั้นขณะตั้งครรภ์ก็จะพบว่าตกขาวมากจนบางครั้งอาจจะเหนียวหนืด การกระตุ้นทางเพศสัมพันธ์ก็จะมีการหลั่งน้ำออกมาหล่อลื่นมาก หลังจากมีกิจกรรมทางเพศก็มีตกขาวเป็นปริมาณมาก และการใช้ยาคุมกำเนิดก็ทำให้ตกขาวเพิ่มขึ้นได้
เช่นกัน
ตกขาวปกติเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนในร่างกาย ถ้าเป็นในช่วงวันที่ 14 ของรอบเดือน ตกขาวจะมีลักษณะเหลวใสปริมาณมาก ถ้าเป็นในช่วงก่อนหรือหลังมีประจำเดือนตกขาวจะมีลักษณะข้น ขาวขุ่นคล้ายแป้งเปียก
ตกขาวผิดปกติ
บางครั้งผู้ป่วยมีตกขาวเพิ่มขึ้น ถือว่าไม่ใช่ตกขาวที่มีอยู่ตามปกติ ผู้ป่วยมักจะมีอาการคัน หรือปวดแสบปวดร้อน ตกขาวมีกลิ่นเหม็น ที่สำคัญอาการจะไม่หายไปเอง สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากการอักเสบติดเชื้อ รองลงมาได้แก่ เนื้องอก ซึ่งหากเกิดจากเนื้องอกแล้วมักจะมีเลือดปนด้วย บางรายเกิดจากสิ่งแปลกปลอม เช่น การใส่วัตถุหรือวัสดุต่างๆ เข้าไปในช่องคลอด ผ้าอนามัยชนิดสอดช่องคลอด หรือถุงยางคุมกำเนิด เป็นต้น
เชื้อโรคที่ทำให้เกิดการอักเสบติดเชื้อ เกิดจากเชื้อราเป็นส่วนใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเชื้อราชื่อ Candida albicans รองลงมาพบว่าเกิดจากพยาธิ Trichomonas vaginalis และเชื้อแบคทีเรียบางชนิด ระยะหลังพบตกขาวที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียชนิดที่ไม่อาศัยออกซิเจนที่มีชื่อเรียกว่า Garnerella vaginalis ดังนั้นการรักษาจึงขึ้นกับเชื้อโรคที่เป็นสาเหตุ แพทย์จะทำการตรวจภายในและนำตกขาวมาตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์ ซึ่งจะพบลักษณะเฉพาะของการติดเชื้อแต่ละชนิดหรือย้อมสีเพิ่มเติมเพื่อตรวจหาเชื้อก่อเหตุ จากนั้นจึงพิจารณาใช้ยาฆ่าเชื้อโรคเพื่อบำบัดรักษาการอักเสบติดเชื้อ ซึ่งยาที่ใช้มีได้หลายชนิด ทั้งชนิดสอดช่องคลอด ชนิดรับประทาน หรืออาจพิจารณาให้ยาทาภายนอกร่วมด้วยตามความเหมาะสม

ตกขาวคันที่เกิดจากเชื้อรา
ลักษณะของตกขาวที่เกิดจากเชื้อราจะคล้ายนม หรือยางมะละกอ บางครั้งเป็นก้อนคล้ายเต้าหู้ มักจะมีอาการคันมาก ร่วมกับมีผื่นคันแดงที่บริเวณปากช่องคลอด สาเหตุสำคัญเกิดจากเชื้อราชนิดหนึ่ง มีชื่อเรียกว่า Candida albicans เชื้อราชนิดนี้อาศัยอยู่ตามที่ต่างๆ ทั่วไป แต่ชอบสภาพสิ่งแวดล้อมที่ร้อนชื้นเป็นพิเศษ ซึ่งช่องคลอดของคนเราก็เป็นอวัยวะที่ชื้นอยู่แล้ว
เชื้อราชอบสภาพอากาศที่ค่อนข้างร้อนจนถึงร้อนมาก บางคนใส่เสื้อผ้าที่อบมาก สภาพร่างกายที่อ้วนมาก บางคนแค่ยืนเฉยๆ ขาก็มาชนกันแล้วทำให้ช่องคลอดถูกอบอยู่ตลอดเวลา เหตุนี้จึงทำให้ผู้หญิงไทยมีการติดเชื้อราในช่องคลอดกันง่ายมาก บางทีอยู่เฉยๆ ไม่ได้ทำอะไร ไม่ได้มีเพศสัมพันธ์ ก็ยังเป็นเชื้อราในช่องคลอดได้ ผิดกับผู้หญิงในเมืองหนาวที่มีการติดเชื้อราน้อยกว่า ซึ่งส่วนใหญ่จะเกิดเฉพาะรายที่เป็นโรคเบาหวาน หรือเป็นโรคที่ต้องกินยากดภูมิต้านทาน
ตกขาวบ่อยๆ ไม่ทำให้เป็นมะเร็ง ผู้ป่วยที่ตั้งครรภ์ ไม่ทำให้ลูกพิการ ปัญหาสำคัญของตกขาวคืออาการคัน ถ้าไปเกามากๆ อาจทำให้เกิดแผลติดเชื้อตามมา
การดูแลเรื่องตกขาวที่ผิดปกติ
ใช้ยาตามที่แพทย์สั่งให้ครบและไปตรวจนัดของแพทย์ รักษาเรื่องความสะอาดบริเวณอวัยวะสืบพันธุ์ภายนอก โดยเฉพาะเรื่องความอับชื้น ในรายที่มีโรคประจำตัวที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อ เช่น เบาหวาน ก็ต้องรักษาโรคให้ดี ในบางสาเหตุ จะต้องรักษาคู่นอนด้วยทุกคน ไม่เช่นนั้นจะเป็นซ้ำอยู่เรื่อยๆ ในบางรายต้องพาคู่นอนไปตรวจหาเชื้อกามโรคด้วย
ที่มา